จากนี้ถึงเวลาถกวิชากระบี่ที่กล่าวติดค้างไว้นานเสียที

             ศาสตร์แห่งกระบี่ก่อกำเนิดมานานหลายพันปี ร่ำเรียนคิดค้นรุดหนาต่อเนื่องกันมาทุกยุคสมัย จากสู้รบเอาชีวิตในสมรภูมิบ้าง จากวิชาถ่ายทอดสืบรุ่นในสำนักบ้าง จากที่ได้เปิดหูเปิดตาแลกเปลี่ยนวิชาต่างสำนักกันบ้าง วิชากระบี่แต่ละสำนักแต่ละดินแดนจึงมีจุดโดดเด่นต่างกันไป

             สมัยราชวงศ์ซ่งน่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของวิทยายุทธ์ เนื่องจากมีศึกสงครามปะทุขึ้นไม่ขาดสาย สำนักมวยต่างๆผุดขึ้นราวดอกเห็ด มีการประลองยุทธ์กันดาษดื่น เพลงกระบี่ได้รับพัฒนาอย่างรวดเร็วในสมัยนี้เช่นกัน

กระทั่งในหมู่นักกวี ตู้ฝู่[4] (杜甫)มหากวีแห่งราชวงศ์ถัง  ก็เคยแต่งถึงกระบี่ ในกลอนที่ชื่อ กงซุนต้าเหนียงร่ายกระบี่ 

             แม้ว่าเพลงกระบี่แต่ละสำนักจะมีเคล็ดวิชาผิดแผกกันแปลกแยกจากกัน ถึงกระนั้นรากฐานวิชากระบี่ไม่ว่าสำนักใดก็มีที่ละม้ายกัน

             ก่อนเรียนกระบี่ต้องรู้จักจับกระีบี่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจดูเบาได้  หากไม่อาจกุมกระบี่ได้ถูกต้องก็ไม่อาจใช้เคล็ดวิชากระบี่อันสมบูรณ์ได้ จึงไม่ใช่เรื่องควรมองข้าม

             ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การจับกระบี่จึงค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นจากศาสตราวุธอื่น ผู้ฝึกกระบี่ต้องมีข้อมือ และนิ้วมือที่แข็งแกร่ง และยืดหยุ่นอย่างยอดเยี่ยม เพราะในท่ากระบี่จะต้องใช้ข้อมือควบคุมกระบี่ได้ทุกทิศทาง หากไร้กำลังข้อมือที่ดีเลิศแล้วย่อมทำไม่ได้

             การจับกระบี่ของจีนมีหลักสำคัญอยู่ที่กระบี่ที่อยู่ในมือไม่จำเป็นต้องกำให้แน่น เพียงกุมให้กระชับกับมือก็พอ เพราะหากกำกระบี่แน่น กล้ามเนื้อต้องเกร็ง เอ็นก็จะไม่ยืดหยุ่น เช่นนั้นแล้ว หลักสำคัญที่ว่า ใช้กระบี่ต้องพลิ้วไหว จะอยู่ที่ไหน

 

ภาพที่ 4-2 (7)   การจับกระบี่ของจีน 

 

             มือที่กุมกระบี่ นิ้วทั้ง 5 ต้องผ่อนคลายตื่นตัว หลายตำราวิทยายุทธ์จะกล่าวไว้ว่า ในการกุมกระบี่ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง และนิ้วนางงอข้อนิ้วรวบด้ามกระบี่ กุมให้กระชับมือ ส่วนนิ้วชี้ และนิ้วก้อยปล่อยผ่อนคลาย ไม่ต้องสัมผัสกระบี่ให้หนักแรงมากนัก

             เหตุที่นิ้วชี้ และนิ้วก้อยไม่ต้องออกแรงกุมกระบี่มากอย่างนิ้วอื่นๆนั้น เพราะนิ้วทั้ง 2 นี้ต้องทำหน้าที่อื่น ซึ่งต่างจากนิ้วที่เหลือ  ทั้งนิ้วชี้ และนิ้วก้อยต้องคอยควบคุมทิศทางของกระบี่นั่นเอง ท่วงท่ากระบี่แต่ละจังหวะการเคลื่อนไหวแปรผันตลอดเวลา บัดเดี๋ยวกระดกขึ้น บัดเดี๋ยวตวัดลง แทงออกบ้าง รั้งกลับบ้าง  มือกระบี่ต้องควบคุมกระบี่ให้ทันการเคลื่อนไหวของร่างกาย

             แรงที่ส่งจากร่างผู้ใช้ เมื่อผ่านถึงมือ นิ้วชี้และนิ้วก้อยต้องควบคุมกระบี่ให้ไปตามทิศทางแรง นิ้วชี้จะอยู่ด้านล่างคอยจับกระบี่ให้นิ่งร่วมกับนิ้วโป้ง เหมือนคีมหนีบกระบี่ไว้ นิ้วชี้จะคอยคุมทิศทางด้านหน้าตรงช่วงโกร่งกระบี่  ส่วนนิ้วก้อยคอยคุมทิศทางด้านหลังตรงช่วงหัวด้ามกระบี่ ทำให้น้ำหนักกระบี่สมดุลย์ น้ำหนักไม่ทิ้งไปข้างหน้า หรือข้างหลัง  โดยที่มีนิ้วที่เหลือเป็นเสมือนฐานที่รองรับแรงให้ส่งผ่านไปอย่างมั่นคง

             จากนี้จะกล่าวถึง เคล็ดวิชากระบี่ที่สำคัญมีดังนี้

             1. ไต่ หรือพาดเฉือน () : จับกระบี่ตั้ง หรือนอนก็ได้ รั้งกระบี่กลับจากด้านหน้าทาด้านซ้าย หรือขวา ท่านี้ใช้ช่วงโคนกระบี่ หรือช่วงกลางกระบี่เฉือน

ภาพที่ 4-2 (8)   ท่าพาดเฉือน

 

             2. แทง () : ปลายกระบี่เป็นส่วนสำคัญที่ใช้แทง ท่าแทงมีหลายแบบทั้งแทงบน แทงล่าง แทงสองมือ แทงต่ำ

                     2.1 การจับกระบี่แทงที่สำคัญมี 2 แบบคือ

              1) แทงกระบี่ตั้ง (立刺) : ปลายกระบี่ยื่นออก คมกระบี่หันบน และล่าง

ภาพที่ 4-2 (9)   ท่าแทงกระบี่ตั้ง 

 

       2) แทงกระบี่นอน (平刺) : ปลายกระบี่ยื่นออก คมกระบี่หันซ้าย และขวา

 

ภาพที่ 4-2 (10)   ท่าแทงกระบี่นอน

                     2.2 ท่าแทงพื้นฐานมี 4 ท่าคือ

     1) แทงบน (上刺) : ยื่นกระบี่แทงออกด้านบน ปลายกระบี่อยู่ระดับเสมอศีรษะ

     2) แทงตรง (前刺) : ยื่นกระบี่แทงออกด้านหน้า ระดับลำตัว

     3) แทงล่าง (下刺: ยื่นกระบี่แทงออกด้ายล่าง ปลายกระบี่อยู่ระดับเสมอหัวเข่า

     4) แทงต่ำ (低刺) : ยื่นกระบี่แทงออกลงด้านล่าง ปลายกระบี่เกือบติดพื้น มองให้ง่าย

คือ ท่าแทงข้อเท้า หรือเท้านั่นเอง

             

            

           

ภาพที่ 4-2 (11)   ท่าแทงแบบต่างๆ 

1.ท่าแทงบน (บนซ้าย)   2. ท่าแทงตรง (บนขวา)   3.ท่าแทงล่าง (ล่างซ้าย)   4.ท่าแทงต่ำ (ล่างขวา) 

 

             3. หมุนวน () : จับกระบี่นอน หมุนปลายกระบี่วนเป็นวงเล็กๆ แกนวงเป็นแนวตั้งออกไปข้างหน้า ใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน ท่านี้ใช้เปลี่ยนทิศทาง หรือเบี่ยงอาวุธคู่ต่อสู้ให้เบนออกจากเป้า ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

ภาพที่ 5-2 (12)   ท่าหมุนวน

 

 

             4. เตี้ยน หรือตวัดลง () : จับกระบี่ตั้ง ใช้ข้อมือตวัดปลายกระบี่ลงด้านล่าง ตวัดข้อมือเหมือนเหวี่ยงเบ็ด ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

             5. เปิง หรือกระดกขึ้น () : จับกระบี่ตั้ง ใช้ข้อมือกระดกปลายกระบี่ขึ้น ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

              

ภาพที่ 5-2 (13)   ท่าตวัดลง (ซ้าย) และท่ากระดกขึ้น (ขวา)

             6. สี หรือรูดตาม ( ) : ท่านี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกระบี่ที่อาวุธอื่นทำไม่ได้ ใช้กระบี่ของตนแนบติดเลื่อนตามการเคลื่อนไหวของอาวุธศัตรู ขณะที่เลื่อนตาม ตัวกระบี่ก็ค่อยๆรูดเข้าหาอาวุธศัตรูเริ่มจากปลายกระบี่จนสุดโคนกระบี่    นั่นก็คือ จุดที่กระบี่เราสัมผัสกับอาวุธฝ่ายตรงข้ามจะเลื่อนไปเรื่อยๆ   ยามที่เราเคลื่อนไหวคล้อยตามแรงคู่ต่อสู้ เมื่อสุดระยะแรงฝ่ายตรงข้าม ก็จะโจมตีสวนกลับได้ทันที   ท่านี้เป็นเคล็ดสำคัญของกระบี่ที่ทำให้ต้านรับ และโต้กลับได้ในจังหวะเดียว ไม่ต้องเสียจังหวะรับก่อนค่อยตีกลับเช่นอาวุธอื่น   บรรดาเพลงกระบี่มากมายหลายสำนัก วิชาสายมวยภายในจะเชี่ยวชาญเคล็ดท่านี้เป็นพิเศษ อีกทั้งยังมองไม่ออกจากท่วงท่าภายนอกเสียด้วย

                

ภาพที่ 4-2 (14)   ท่ารูดตาม รูปฝั่งซ้ายคือ ภาพขยายการเลื่อนของกระบี่

รูปฝั่งขวาคือ ภาพการขยับเคลื่อนย้ายมือเกาะติดตามกระบี่

             นอกจากนี้ช่วงโคนกระบี่ และช่วงกลางกระบี่ยังใช้ปัดกันอาวุธฝ่ายตรงข้าม  หรือเฉือนตัดได้   โกร่งกระบี่ที่มีรูปร่างคล้ายช่อดอกไม้บานก็ใช้เกี่ยวหนีบตรึงอาวุธคู่ต่อสู้ได้  ยิ่งใช้เคล็ด ‘รูดตาม’ ยิ่งเกี่ยวหนีบอาวุธได้ง่าย   จุดนี้เองที่ต่างจากโกร่งดาบซึ่งรูปร่างกลมแบน เน้นใช้ครูดไถลดัน () อาวุธออกมากกว่าใช้เกี่ยวหนีบอาวุธ

        

 


ภาพที่ 4-2 (15)   การใช้ช่วงกลาง หรือโคนกระบี่ ใช้สกัดกัน (ซ้ายบน) ใช้ปาดเฉือน (ซ้ายล่าง)

และการใช้โกร่งกระบี่เกี่ยวหนีบอาวุธฝ่ายตรงข้าม

                           

             กระบี่มีหนึ่งปลาย สองคมจึงมีเคล็ดวิชากระบี่พลิกแพลงสลับซับซ้อน ไม่ว่าเคลื่อนไหวเช่นไรก็จู่โจมได้ ทุกส่วนของกระบี่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ทั้งสิ้น ลักษณะอีกประการหนึ่งของการใช้กระบี่คือ ใช้กระบี่ต้องใช้ข้อมือเป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่มีการเงื้อเช่นดาบ กระบี่เน้นท่าแทง และเฉือนเป็นสำคัญ ความเปลี่ยนแปรมาจากเท้าสองข้างย่างก้าว ร่างยักย้ายคล้องคล้อยตามตำแหน่งก้าวเดิน ตัวเคลื่อน กระบี่ก็เคลื่อน นี่คือหลักพื้นฐานของกระบี่

ภาพที่ 4-2 (16)   ตัวอย่างการใช้กระบี่ที่มีหนึ่งปลาย สองคม ไม่มีการเงื้อมือ

 

             ยอดฝีมือเชิงกระบี่ย่อมมีเท้าที่คล่องแคล่วคู่หนึ่ง ลำตัวที่พลิ้วไหวดั่งสน ดวงตาที่เฉียบคมดุจเหยี่ยว และข้อมือที่ยืดหยุ่น ฉับไวเหมือนงูฉก   ชาววงยุทธจักรมีคำกล่าวว่า “กระบี่ดั่งหงส์เหิร” หมายความว่า ท่าร่างกระบวนเพลงกระบี่สง่างาม สูงส่งเหมือนหงส์กำลังโบยบิน   นอกจากนี้ มือกระบี่ชั้นยอด ท่วงท่าต้องหมดจด เพียงออกกระบี่ก็สามารถหลบปัดอาวุธ แล้วเผด็จศึกได้ในการเคลื่อนไหวจังหวะเดียวกันนี้ ด้วยท่าแทง หรือเฉือน

 

ภาพที่ 4-2 (17)   สาธิตการใช้กระบี่ที่สำคัญ

จังหวะแรก ใช้เคล็ด ‘สกัด’ ยกกระบี่ ใช้ช่วงกลางกระบี่ออกกันดาบ

จังหวะที่ 2 ใช้เคล็ด ‘หมุนวน’ เบนทิศทางดาบจนฝ่ายตรงข้ามเกิดช่องโหว่

เคล็ดท่านี้ยังเป็นการเตรียมโจมตีไปในตัวด้วย   จังหวะสุดท้าย ใช้เคล็ด ‘แทง’ จู่โจมใส่คอคู่ต่อสู้

 

             ความหมดจดของศาสตร์แห่งกระบี่มิได้หมายเพียงเป็นกระบวนท่าที่ใช้ออก หรือท่าร่างจู่โจมไม่ขาดไม่เกินไปกว่านั้น ไม่เคลื่อนไหวพร่ำเพรื่อ   ทว่ายังมุ่งมาดถึงแรงที่ใช้สยบคู่ต่อสู้ กำลังที่ต้องเสียไปจนโค่นปรปักษ์พ่ายแพ้ได้นั้นพอเหมาะพอเจาะพอดี มากกว่านี้ก็เปลืองแรงเปล่า น้อยกว่านี้ก็หาอาจเอาชัยศัตรูได้ นี่คือ ความหมดจดที่น้อยคนนักจะบรรลุถึง   จากภาพข้างบนจะเห็นว่าท่ากระบี่ไม่ได้เคลื่อนไหวฟุ่มเฟือยเลย แต่ละจังหวะล้วนขยับแต่เพียงไม่มาก รัดกุม มีจะมีโคน และพอดิบพอดี

             ประวัติศาสตร์จีนที่ผ่านมา จอมยุทธ์ผู้มีเกียรติภูมิด้านกระบี่ส่วนใหญ่เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึ๊ง เนื่องจากสำนักนี้แตกฉานวิชากระบี่ยากหาที่เปรียบ ความเกรียงไกรของบู๊ตึ๊งนั้น ครั้งหนึ่งสมัยปลายราชวงศ์ชิงเคยมีนักดาบชาวญี่ปุ่นมาขอประลองฝีมือด้วย   รายละเอียดของสำนักบู๊ตึ๊งนี้ ผมขอยกไปสนทนากับผู้อ่านในภายภาคหน้าที่มีโอกาส

Comment

Comment:

Tweet

ผมจะรอติดตามอ่านครับ

#1 By กระบี่พเนจร (103.7.57.18|49.0.69.212) on 2013-06-27 22:39