ที่มาของ 18 ทำเนียบศาสตราวุธจีน[1]

             เมื่อเปิดพลิกไปในวรรณกรรมบู๊เฮี๊ยบ หรือนิยายกำลังภายในอย่างที่คุ้นกัน หรือแม้กระทั่งพงศาวดารจีนฉบับเก่าๆ อาจพบเห็นคำว่า 18 ทำเนียบศาสตราวุธผ่านหูผ่านตากันบ้าง

     คำว่า ‘18 ทำเนียบศาสตราวุธ (十八般武器)’ นั้น แปลตามอักษรจะได้ความว่า ตำรับรายชื่ออาวุธทั้ง 18 ชนิด แต่ในบรรดาศาสตราวุธมากมายนั้น อาวุธอันใดจะถูกบันทึกลงทำเนียบบ้าง

             แท้จริงแล้ว จำนวนอาวุธทั้ง ‘18’ นั้นมีความหมายคลุมเครืออยู่ไม่น้อย ตำราแต่ละเล่มกล่าวถึงอาวุธทั้ง 18 ชนิดแตกต่างกันไป ลองมาดูหนังสือกล่าวถึง 18 ทำเนียบศาสตราวุธกันบ้าง 

             จากยอดวรรณกรรมจีน ‘ซ้องกั๋ง (หรือ 108 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน: 水滸傳 )’ ได้จำแนกศาสตราวุธทั้งหลายออกเป็นดังนี้

หอก (), ค้อน (), เกาทัณฑ์ (), หน้าไม้ (), แส้เหล็กแข็ง (), เหล็กท่อน (), กระบี่ (), กรงเล็บ (), ขวานเล็ก (), ขวานศึกติดปลายแหลม (鉞幷戈), จี่ หรือทวนวงเดือน (), โล่ (), กระบอง และทวน (棒與槍), คราด (), เชือก ()

             ยุคราชวงศ์หมิง ในรัชสมัยว่านลี่ มีหนังสือของเซ่เจ้าเจ๋อ (謝肇浙) ระบุถึง 18 ทำเนียบศาสตราวุธไว้ดังนี้

หนี่งเกาทัณฑ์ (), สองหน้าไม้ (), สามทวน (), สี่ดาบ (), ห้ากระบี่ (), หกหอก (), เจ็ดโล่ (), แปดขวาน (), เก้าขวานศึก (), สิบจี่ หรือทวนวงเดือน (), สิบเอ็ดแส้เหล็กแข็ง (), สิบสองเหล็กท่อน (), สิบสามสะพาน (), สิบสี่กระบอง (), สิบห้าง่าม (), สิบหกจอบ (把頭), สิบเจ็ดเชือก (綿繩套索), สิบแปดวิชามวย (白打)

             ครั้นภายหลังในสมัยราชวงศ์ชิง ได้จำแนกอาวุธต่างๆใน 18 ทำเนียบศาสตราวุธแตกสายออกเป็น 4 แนวทาง ดังนี้

             แนวทางสายที่ 1 จัดไว้ว่า

ดาบ (), ทวน (), กระบี่ (), จี่ หรือทวนวงเดือน (), ตั่ง หรือคราดหัวง่าม (), พลอง (), สามง่าม (), คราด (), แส้เหล็ก (), เหล็กท่อน (), ค้อน (), ขวาน (), ตะขอ (), ปา (), ไม้เท้า (), เกาทัณฑ์ (), หน้าไม้ ()

             แนวทางสายที่ 2 จัดไว้ว่า

ดาบ (), ทวน (), กระบี่ (), จี่ หรือทวนวงเดือน (), ตั่ง หรือคราดหัวง่าม (), พลอง (), สามง่าม (), คราด (), แส้เหล็ก (), เหล็กท่อน (), ค้อน (), ขวาน (), ตะขอ (), ปา (), ไม้เท้า (), ไต้ () ไม่ทราบรายละเอียด, เจี๋ย () ไม่ทราบรายละเอียด, ธนู (弓矢)

             แนวทางสายที่ 3 จัดไว้โดยจำแนกออกเป็น ‘9 ยาว 9 สั้น (九長九短)’ อันหมายถึงศาสตราวุธยาว 9 ชนิด และศาสตราวุธสั้น 9 ชนิดนั่นเอง  

9 ยาว (九長)’ มี “ทวน (), จี่ หรือทวนวงเดือน (),พลอง (), ขวานศึก (), สามง่าม (), คราดหัวง่าม (), ตะขอ (), แหลนยาว (), ง้าว ()”  

ส่วน ‘9 สั้น (九短) ’ มี “ดาบ (), กระบี่ (), ไม้เท้า (), ขวาน (), แส้เหล็ก (), เหล็กท่อน (), ค้อน (), กระบอง (), สาก()

             แนวทางสายที่ 4 เป็นการจัดแบ่งของวงการละครเพลงยุคปัจจุบัน โดยจำแนกออกเป็น

ดาบ (), ทวน (), กระบี่ (), จี่ หรือทวนวงเดือน (), ขวาน (), ขวานศึก (), ตะขอ (), สามง่าม (), แส้เหล็ก (), เหล็กท่อน (), ค้อน (), กรงเล็บ (), คราดหัวง่าม (), พลอง (), แหลนยาว (), กระบอง (),  ไม้เท้า (), ลูกตุ้มดาวตก (流星錘)

             ท่ามกลางยุคสมัยที่ก้าวไปเรื่อยๆ สงครามที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ คนก็เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ปรับปรุงอาวุธให้พัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางศาสตราวุธที่นับวันจะเกิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆ คำว่า ‘18’   จึงค่อยๆหาบทสรุปที่จะหาอาวุธมาจัดแจงให้ลงตัวได้ยากขึ้นทุกที

             ครั้นแล้วก็ปรากฏวิธีการจำแนกที่ต่างจากเดิมคือ แบ่งออกเป็น 18 รูปแบบ (十八類)’ อันหมายถึง การนำรูปแบบการเคลื่อนไหวอากัปกิริยาที่เหมือนๆกันมากำหนดอยู่ในรูปแบบหนึ่งๆ   กล่าวได้ว่าเป็นเปลี่ยนมุมมองจากถือเอาลักษณะทางกายภาพ หรือรูปลักษณ์ของอาวุธมาเป็นเกณฑ์ ก็กลายเป็นถือเอาการใช้กระบวนท่าเป็นเกณฑ์แยกแยะอาวุธแทน ซึ่งพอจะแบ่งออกได้ดังนี้       

             ประเภทที่ 1 ท่าฟันตัด : ได้แก่ อาวุธพวกดาบ, ง้าวต่างๆ เช่น ดาบเก้าห่วง (九環刀) ง้าวชุนชิว (春秋刀) ง้าวสามปลายสองคม (三尖兩刃刀) เป็นต้น

             ประเภทที่ 2 ท่าเขี่ยแทง : ได้แก่ อาวุธพวกทวน เช่น หอก (), ทวนวงเดือน (), ทวนยาว () เป็นต้น

             ประเภทที่ 3 ท่ายกควง : ได้แก่ อาวุธพวกพลอง เช่น พลองเสมอคิ้ว (齊眉棍), กระบอง 3 ท่อน (三節棍), กระบองเขี้ยวหมาป่า (狼牙棒) เป็นต้น

             ประเภทที่ 4 ท่าบังป้อง : ได้แก่ เครื่องป้องกันทั้งหลาย อย่างโล่ เกราะต่างๆ

             ประเภทที่ 5 ท่ากดผ่า : ได้แก่ อาวุธพวกขวาน ทั้งขวานสั้น () ขวานศึกที่มีขนาดใหญ่ () และรวมไปถึงอาวุธอย่างคราด () ด้วย

             ประเภทที่ 6 ท่าเคาะทุบ : ได้แก่ อาวุธพวกค้อน ลูกตุ้มต่างๆ

             ประเภทที่ 7 ท่าเกี่ยวกระตุก : ได้แก่ อาวุธพวกตะขอ () และกรงเล็บ () ทั้งหลาย

             ประเภทที่ 8 ท่าหมุนวนขวาง : ได้แก่ อาวุธพวกแส้เหล็กแข็ง () หรือ เหล็กท่อน ()

             ประเภทที่ 9 ท่าถลันเข้าแทง : ได้แก่ อาวุธพกสั้นๆอย่าง กริช (匕首), มีดสั้น (小刀), กระบี่สั้น

 (短劍) เป็นต้น

             ประเภทที่ 10 ท่าโจมตีไล่กวด : ได้แก่ ศาสตราวุธอ่อนอย่างค้อนดาวตก (流星錘) หรือลูกโซ่เหล็ก (鉄鏈) เป็นต้น

             ประเภทที่ 11 ท่าเล็งยิง : ได้แก่ อาวุธวิถีไกลอย่างเกาทัณฑ์ () หน้าไม้ () เป็นต้น

             ประเภทที่ 12 ท่าขว้างซัด : ได้แก่ อาวุธซัด อาวุธลับทั้งหลาย เช่น เกาทัณฑ์แขนเสื้อ (袖箭) ใบมีดเหิน (飛鏢) เหรียญอรหันต์ (羅漢錢) เป็นต้น

             ประเภทที่ 13 ท่าโยนเหวี่ยง : ได้แก่ ศาสตราวุธอ่อนประเภทเชือกที่ผูกเงื่อนเป็นบ่วง (捆套) หรือแหตาข่าย (網繩) ทั้งหลาย

             ประเภทที่ 14 ท่าโปรยทำร้าย : ได้แก่ อาวุธซัดที่เป็นผง หรือพิษต่างๆนั่นเอง เช่น ทรายเหิน (飛砂)

             ประเภทที่ 15 ท่าลับ หรือท่าไม้ตายก้นหีบ : เช่น ท่าทวนม้าหัน (回馬槍) อันเป็นกระบวนท่าของทวนที่หันตัวกลับหลังแทงสวน ท่าเหล่านี้เป็นทั้งท่าหลอกล่อและท่าพิฆาตภายในตัว

             ประเภทที่ 16 ท่ามือเปล่า : ได้แก่ วิทยายุทธ์ต่างๆที่ใช้มือเท้าเปล่าๆต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม

             ประเภทที่ 17 ท่าออกแรง : เช่น ยกของหนัก, ยกหิน  

             ประเภทที่ 18 ท่าควบม้า : ได้แก่ ตัวม้า และวิชาบังคับม้า

             อาวุธแต่ละประเภทล้วนมีต้นกำเนิดจากการใช้งานหาเลี้ยงชีพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธที่มาจากเครื่องมือทำมาหากิน หรืออาวุธที่แปรสภาพจากเครื่องมือเหล่านี้ อาวุธเหล่านี้ชาวจีนใช้ตั้งแต่ก่อนปืนไฟจะรุกรานเข้ามาในแผ่นดิน อายุของอาวุธที่ใช้ดำรงชีพเหล่านี้ยาวนานนับได้ถึงยุคศักดินา   ประเภทของการดำรงชีพเหล่านี้พอแบ่งได้ 4 ชนิดคือ กสิกรรม, ล่าสัตว์, ผ่าฟืน และประมง ดังนั้นจึงได้พิจารณาการแบ่งศาสตราวุธจากการดำรงชีพเหล่านี้

             1. ประเภทกสิกรรม : จอบเสียม (), คราด (), ตะลุมพุก (), พลั่ว (), เคียว (), คราดโกยหญ้า ()

             2. ประเภทล่าสัตว์ : ทวน (), เกาทัณฑ์ (弓矢), แส้เหล็กแข็ง (), หอก (), พลองกระบอง (棍棒)

             3. ประเภทผ่าฟืน : ขวาน (), เชือก (繩索)

             4. ประเภทประมง : แห (), เบ็ด (吊鈎), สามง่าม ()

             อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทั้งหลายที่กล่าวมาเมื่อกลายเป็นอาวุธย่อมมีรูปร่างเปลี่ยนไป หรือวิวัฒนาการในเรื่องใช้งานต่างจากเดิมไป

ในลำดับอาวุธที่จะกล่าวต่อไปนับจากนี้ได้ยึดถือตามหลัก "9 อาวุธยาว 9 อาวุธสั้น" นั่นคือ9 ยาว ’ มี “ทวน , จี่ หรือทวนวงเดือน, พลอง, ขวานศึก, สามง่าม, คราดหัวง่าม, ตะขอ, แหลนยาวง้าว”  และ‘9 สั้น’ มี “ดาบ, กระบี่, ไม้เท้า, ขวาน, แส้เหล็ก, เหล็กท่อน, ค้อน, กระบองสาก" 

ทั้งนี้เพราะจำแนกได้ครอบคลุมลักษณะอาวุธสำคัญที่ 4 มากกว่าหลักการจำแนกแบบอื่น (4 ประเภทอาวุธมี อาวุธยาว, อาวุธสั้น, อาวุธอ่อน, อาวุธสั้น โดย ๒ประเภทหลังอาจกล่าวถึงถ้ามีโอกาส)



[1] 王穎。中国功夫白样通 (北京。长征出版社, 1994), หน้า 46 -48

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากๆครับ เอามาลงอีกนะครับ ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับอาวุธอื่นๆมีอีกจะรอนะครับ

#3 By ภาคิน (171.5.233.22|171.5.233.22) on 2015-03-01 00:00

สวัสดีครับ ..
บทความเขียนได้ดีมาก พอดีอ่านเจอในไทยรัฐออนไลน์วันที่ 23 มิ.ย.56 เรื่อง \"18 ทำเนียบ ศัสตราวุธ\"
จึงตามเข้ามาบล๊อกคุณ ฮ. ที่นี่
มาขอติดตามอ่านด้วยคนนะครับ big smile

#2 By สามก๊กวิทยา (103.7.57.18|27.55.144.50) on 2013-06-23 13:56

เยี่ยมครับ
มีหนังสือกระบี่เน้นๆมั้ยครับ เอาแบบแปล คงหายากหน่อย

#1 By PRR (103.7.57.18|171.101.144.166) on 2012-11-15 00:21