เขาว่ากันว่า คนเราจะเข้าใจรักต้องเคยผ่านรักแรกมาก่อน 

ไม่นานมานี้ตอนจัดเอกสารก็ได้พบภาพถ่ายผู้หญิงคนแรกที่รัก นับเวลาไปก็ผ่านกาลมานานโขอยู่ 

รร.ผมเป็นรร.ชายล้วน จะรู้จักผู้หญิงได้นี่ก็ยากเต็มที และเธอผู้นี้ ผมได้รู้จักตอนไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น (เป็นการแลกเปลี่ยนตามโครงการของรร.) เธอเป็นโฮสที่ให้การดูแลและให้ความสะดวกในเรื่องต่างๆ 

โตเป็นหนุ่ม ไม่มีเพื่อนสาวเท่าไหร่ ไปพบสาวสวยในต่างแดนก็รู้สึกวาบหวามเป็นธรรมดา

ตอนที่พบกันครั้งแรกคือตอนม.๔ เธอสวมสเวสเตอร์สีเทาอมเีขียว ผมยาวดำขลับ ดวงตาสดใส ครั้งแรกที่พบนั้นก็รู้สึกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เรียบๆ เอาใจใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา และอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด ทั้งที่โอกาสได้คุยกับสาวๆรุ่นราวคราวเดียวกันก็แทบจะันับครั้งได้ แต่การพูดคุยกับเธอกลับไม่รู้สึกเคอะเขินอะไร ช่วงเวลาที่ได้พบกันครั้งแรกนั้นสั้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากกลับญี่ปุ่นก็ติดต่อกันทางจดหมาย ไม่ก็เก็บเงินเพื่อโทรคุยข้ามประเทศกันเพียงได้ไม่กี่นาที   
ในเวลาถัดมาอีกปี ผมก็ไปร่วมโครงการนี้ของรร.อีก เพราะอยากจะได้พบเธออีก ในตอนนั้นคิดอยู่แล้วว่า ไปแค่เวลาสั้นๆ เวลาได้พบกันคงไม่มากแต่จะน้อยแค่ไหนก็ช่าง แต่ดูชะตาจะคลาดกัน ช่วงที่ไปเป็นช่วงใกล้สอบเอนทรานซ์ของญี่ปุ่น ทำให้นร.ชั้นนั้นส่วนหนึ่งอยู่บ้านอ่านหนังสือกันจึงได้แต่โทรคุยกันทางโทรศัพท์ ตอนนั้นได้บอกสัญญาว่า อีก ๗ ปีจะกลับมาหา เพราะตอนนั้นคงเรียนจบทำงานแล้ว และเพราะต้องรักษาคำพูดทำให้ผมไม่คิดจะคบใครเลย ๗ ปี กว่าจะรู้สึกรักสาวอื่นอีกทีก็เกือบจะจบมหาลัย (ฮา)

ช่วง ๗ ปีนี้ก็เป็นปีที่ทำอะไรซื่อๆตรงๆดี 
ตอนม. ๖ช่วงปัจฉิมนิเทศน์ของรร.ผม ตอนว่างๆก็นั่งเก็บหอยทับทิม หอยเล็กที่สีสันและลวดลายสวยมาใส่โถแก้วส่งเป็นของขวัญให้เธอที่ญี่ปุ่น เคยส่งจดหมายคุยกันอยู่ ตอนรอจดหมายจากอีกฝ่ายนี่ ใจก็รอร้อรอว่าเมื่อไหร่บุรุษไปรษณีย์จะเอาจดหมายมาสักที (ฮา)
ในตอนหลังได้ข่าวว่า เธอมีคนรักและมีชีวิตที่แสนสุข ผมก็ยินดีไปด้วย 
มาวันนี้พอดีตรงกับวันเกิดของเธอจึงอยากเขียนให้แก่ความรู้สึก ความปรารถนาดีในช่วงวัยรุ่นสักหน่อย

คนเราถึงจะไม่ได้เป็นคนรักกัน แต่สายสัมพันธ์คนเราก็ยังต่อเชื่อมกันไปต่อได้ คำเรียกความสัมพันธ์ เพื่อน น้อง แฟน ฯลฯ เป็นแค่ข้อตกลงทางสังคม คนเราอาจโกหก หรือบ่ายเบี่ยงกันได้ แต่สายสัมพันธ์ที่คนเราได้ผูกพันในใจ เราอาจผูกปมมันแน่นกว่าเดิม ดึงมันให้ขาด อันนี้คงไม่อาจโกหกกันได้
สำหรับผม คิดว่าการมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องตัดสายใยผูกพันกับใคร มันเป็นเรื่องวิเศษเรื่องหนึ่งในชีวิต

ในวันนี้ก็ สุขสันต์วันเกิดครับ คุณเพื่อนยาก ^^

วาดร้าวเคลือบทอง

posted on 20 Jan 2013 15:09 by horsupawut directory Lifestyle, Asian, Knowledge
     วันหนึ่งมีรุ่นน้องนำตลับชาดที่แตกร้าวมาให้ซ่อม จึงได้คิดว่าอยากลองซ่อมแบบ "เคลือบทอง(金継ぎ: Kintsugi)" อันเป็นการซ่อมเครื่องกระเบื้องที่ต่างจากที่เห็นกันทั่วไป
 
     โดยปกติแล้ว การซ่อมคือการทำให้ของเดิมคืนสภาพเหมือนเดิม รอยร้าวคือตำหนิที่ควรปกปิด แต่ว่าวิธีเคลือบทองกลับมองต่างไปว่า รอยแตกคือความงามที่ฟ้าสร้างขึ้น ของแตกร้าวไม่จำเป็นต้องปกปิดรอยตำหนิ แต่ทำให้รอยตำหนินั้นโดดเด่นขึ้นมาแทน โดยปกติแล้วจะมีการลงรักประมาณ ๒-๓ ครั้ง โดยครั้งแรกเพื่อประสานรอยร้าว ครั้งต่อๆไปเพื่อเขียนรอยร้าวให้เป็นลายศิลป์ เมื่อลองซ่อมดูก็เกิดอยากลองวิธีปิดทองแบบไทยในงานซ่อมนี้ พบว่า หากไม่ใช้รักผสมทองในการวาดเส้นร้าว ควรใช้ทองเปลวบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทองเปลวผสม มิเช่นนั้นอาจเกิดรอยขรุขระไม่เรียบขึ้นได้ และทำให้การเขียนรอยเป็นไปโดยลำบากมาก แก้งานยาก
 
     ขั้นแรก ให้ใช้รักสด (生漆) ประสานรอยร้าว ใช้มาคกี้งเทปช่วยปิด รักษารูปทรงตลับชาด
 
 
 
     ขั้นที่ ๒ รอประมาณ ๒-๓สัปดาห์ ให้รักสดแห้ง ค่อยใช้มีดปาดตัดคราบหรือส่วนเกินที่ไม่ต้องการออก ใช้กระดาษทรายเบอร์ 1500 ขัด

     อีกด้านหนึ่งของตลับชาด
 
 
 
     ขั้นที่ ๓ ทารักผสมทองหรือรักสดรอให้เกือบแห้งค่อยลงทอง
 
 
 
     ขั้นที่ ๔ ลวดลายทองที่เกิดจากการปิดทองลงบนรักสด เมื่อทาทองแล้วหลังจากแห้งให้ปัดทอง-กรวดทองและขัดทอง
   ด้านล่างตลับชาด

     ด้านหลัง 
 
 
งานซ่อมเครื่องกระเบื้องแบบเคลือบทองได้สะท้อนมุมมองน่าสนใจระหว่าง "การซ่อมแบบคืนสภาพ กับการซ่อมแบบเคลือบทอง" อันนึงพยายามลบตำหนิเพราะมองว่ามันจะทำให้ของเดิมด้อยค่าไป มองว่า "ไร้รอยดีกว่าตำหนิ" แต่อีกอันกลับพยายามเพิ่มความเด่นให้ตำหนิเพราะมองว่ามันทำให้ของที่มีอยู่จะมีคุณค่าทางศิลป์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มองว่า "ตำหนิดีกว่าไร้รอย"

ปลายี่สกในเส้นพู่กัน

posted on 01 Dec 2012 00:23 by horsupawut directory Lifestyle, Asian, Knowledge
     ภาพวาดพู่กันจีน ปลายี่สก ปลาประจำแม่น้ำแม่กลอง และเป็นปลาที่ขึ้นชื่อของแม่กลองมาแต่อดีต อักษรที่เขียนนั้นลองเลียนแบบวิถีการเขียนอักษรจีน แต่ตัวอักษรเป็นอักษรไทย เป็นคำเขียนว่า "ย่านยี่สกปลาดี"
 

ภิรมย์บุรีราช

posted on 13 Feb 2012 15:09 by horsupawut directory Fiction, Knowledge, Diary
เมื่อครั้งได้กลับบ้านล่าสุด ผมเดินทางไปชมสถานที่ต่างๆรวมทั้งเดินเลาะตามเส้นแม่กลอง ยามกลับมาจึงได้ประพันธ์กลอนดอกสร้อย อันเป็นกลอนใช้สำหรับร้อง ให้สอดคล้องกับดินแดนทางนั้นที่มีดนตรีกาลอยู่ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นจึงทำสมุดใบลานขึ้น
จารกลอนดอกสร้อย "ภิรมย์บุรีราช"ลงไป
ชื่อกลอนแปลตามคำจะได้ว่า จ้าวแห่งเมืองอันภิรมย์
หรือถ้าอ่านย้อนกลับจะได้คำว่า ราชบุรีภิรมย์ แปลได้ว่า เมืองราชบุรีอันแสนรื่นรม
 
 
 
 
 
ราชเอ๋ยราชรี เคยคลุกคลีแต่เยาว์ย่ำจ้ำเดิน
เขางูอยู่ตระหง่านช้านานเทอญ แดนจำเริญศักดิ์สิทธิ์องค์พุทธา
อีกอรัญญิกามหาไสยาสน์ เด่นผงาดผุดผาดคู่ขุนผา
ทุ่งเขียวเคียงขับหมู่สกุณา เ้จ้าอยู่มายุคใดใครหยั่งเอ
 
 
เขางูเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ของราชบุรีมาช้านาน ในครั้งโบราณเป็นพุทธสถานสำคัญ ดังจะเห็นได้จากตำนานของภาพพระพุทธฉายที่สลักในถ้ำว่า "พระปุณณเถระ สาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้สลักเงาของพระพุทธเจ้าที่ทาบบนผนังถ้ำ ขณะที่ทรงแสดงธรรมอยู่"
  นอกจากนี้เขางูก็มีถ้ำที่มีงานพุทธศิลป์อยู่หลายถ้ำเช่น ถ้ำจีน-จาม ถ้ำฝาโถ ถ้ำฤาษี ทั้งนี้สถานที่ดังกล่าวเคยเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้ทรงศีลมาแต่โบราณด้วย
ดังนั้นจึงมีตำนานมากมายเกี่ยวกับเขานี้ เช่น ถ้ำฝาโถ มีรูปร่างคล้ายผาบีบเข้าหากัน ก็เนื่องจากชาวลับแลได้ใช้อิทธิฤทธิ์ปิดผาเพื่อกันตัวเองจากชาวโลก
  แม้กระทั่งในสมัยยุคต้นรัตนโกสินทร์ เขางูก็เป็นสมรภูมิสำคัญที่ชี้ขาดสงครามไทย-พม่า
  ส่วนวัดอรัญญิกเป็นวัดโบราณอีกแห่ง อยู่ไม่ไกลจากเขางูมากนัก มีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางทุ่ง ต่อมามีการค้นพบพระุพุทธรูปทองคำมากมายในองค์พระประติมานี้ ปัจจุบันได้บูรณะใหม่โดยปิดทองทั้งองค์แล้ว
 
 
อาเอ๋ยอาราม เขตคามบุราณทั่วถ้วนแถบ
ขรัวเหลือเหลือตระการวิหารแกลบ ปูนปั้นยลแยบโรงช้างช่ำชองศิลป์
ช่องลมก้มวันทาบูชาแก่นจันทร์ งามหน้าบันแกะฉลักอมรินทร์
หน้าพระธาตุอาจองคงกระแสสินธ์ พระปรางค์หินเขางุผินคู่ธารเอย
 
 
  ในบทนี้กล่าวถึงวัดวาอารามสำคัญที่อยู่ริมสองฝั่งแม่กลอง นั่นคือ
๑. วัดขรัวเหลือ (เขาเหลือ) วัดนี้มีมาแต่ครั้งอยุธยา มีวิหารที่เก่ามาก เรียกว่า วิหารแกลบ นั่นคือเล็กเหมือนม้าแกลบหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้วัดนี้เดิมทีได้รับบริจาคของจากวัดอื่นๆจึงมีชื่อที่เรียกเล่นๆกันว่า วัดของเหลือด้วย แต่จากชื่อเดาว่า ที่ดินวัดนี้เดิมทีน่าจะมาจาก เศรษฐีชื่อ เหลือ ยกให้เป็นที่ดินวัด ในสมัยโบราณจะเรียกผู้ที่นับหน้าถือตามว่า ขรัว จึงไม่แปลกที่จะเรียกว่า ขรัวเหลือ
๒. วัดโรงช้าง เป้นวัดสมัยอยุธยา มีงานศิลปะปูนปั้นแบบอยุธยาที่ซุ้มประตู และหอระฆัง
๓. วัดช่องลม เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อแก่นจันทร์ พระคู่บ้านคู่เมืองราชบุรีมาแต่โบราณ เล่าว่าหลวงพ่อลอยน้ำมาแล้วชาวเมืองนำมาประดิษฐานที่วัด ลักษณธเด่นของหลวงพ่อแก่นจันทร์คือ ช่วงพระเศียรถึงพระศอเป็นสำริด ส่วนตั้งแต่พระศอลงมาถึงพระบาทเป็นไม้้แก่นจันทร์
๔. วัดอมรินทราม(วัดตาล) สร้างขึ้นในสมัยร.๒ โดยเจ้าเมืองราชบุรีในยุคนั้น วัดนี้มีศิลปะด้านงานฉลูที่โดนเด่น ดูได้จากกุฎิไม้ในวัดนี้จะมีงานฉลูที่สวยงาทน่าชม และพระอุโบสถที่หน้าบันมีศิลปะผสมผสานระหว่างไทย-จีน-ฝรั่ง เช่น มีรูปคิวปิด (กามเทพ) อยู่ในหน้าบันด้วย
๕. วัดหน้าพระธาตุ (มหาธาตุ) มีมาแต่สมัยขอมรุ่งเรือง ราชบุรีในยุคนั้นเคยเป็นที่ทำการของอาณาจักรขอมมาก่อน ครั้งนั้นมีชื่อว่า ชยราชบุรี ทั้งนี้ชื่อเมืองราชบุรี และเพชรบุรี ไม่ได้มาจากอาณาจักรไทยตั้งขึ้น แต่น่าจะมีมาแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ครั้งนั้นราชบุรีชื่อว่า ราชพลี  เพชรบุรีเรียกว่า เพชรพลี หรือพริบพลี
ทั้งนี้เคยพบพระสารีริกธาตุอยู่ในผอบทองคำที่วางไว้ในเจดีย์ข้างวัด จึงนำมาเก็บรักษาไว้ในวัด
 
 
 
งามเอ๋ยงามแท้ ได้พิศแลงานเลิศวิจิตร
โอ่งดินเผาเถากระเบื้องเฟื่องทุกทิศ ช่างประดิษฐ์เอกอุเครื่องดนตรี
ปูนแดงเลิศรสลือชื่อแต่ก่อนเก่า ทองเหลืองเขาลอยชดช้อยอร่ามศรี
เครื่องบ้านอุดมงานจักสานดี ผ้าทอมากมีสืบสานถิ่นนี้เอย
 
 
กลอนบทนี้กล่าวถึงงานศิลปะที่มีอยู่ในราชบุรี คือ
๑. งานเครื่องปั้นดินเผา-เครื่องเคลือบ เป็นงานศิลปะที่ขึ้นชื่อเห็นได้จากฉายา หรือคำขวัญจังหวัด แต่งานปั้นโอ่งนี้เริ่มมีตั้งแต่ช่วงที่ชาวจีนอพยพมาเมืองไทยในช่วงปลายราชวงศ์ชิง
๒. งานทำเครื่องดนตรี เนื่องจากชุมชนลุ่มแม่กลองมีวัฒนธรรมดนตรีและเพลงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงมีช่างทำเครื่องดนตรีมากมาย
๓. ปูนแดง ปูนแดงเกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างขมิ้นกับปูนจึงเกิดเป็นสีแดง ในปัจจุบันมีโรงงานปูนแดงเหลืออยู่เพียง ๓ ที่ในประเทศ และตั้งอยู่ในราชบุรีทั้งหมด คือแถวตำบลบ้านไร่ แถวเขางู
๔. เครื่องทองเหลือง หมู่บ้านเขาลอยมูลโคได้ทำเครื่องทองเหลืองมานานโดยใช้ดินเฉพาะพื้นที่เรียกว่า ดินนวลในการทำเครื่องทองเหลืองนี้
๕. งานเครื่องสาน โดยมากพื้นที่ที่เด่นด้านนี้คือ ตำบลพงสวาย อ.เมือง และตำบลโพหัก อ.บางแพ
๖. งานผ้าทอ มีผ้าทอหลายแบบคือผ้าทอมอญ ผ้าทอยวน เนื่องจากในสมัยร.๑ ได้ทรงให้ชนชาติต่างๆไปอยู่ในจังหวัดราชบุรี เนื่องจากคนเบาบางมากหลังจบสงครามไทย-พม่า ชาวมอญ และชาวยวน(ไทโยนก)ก็ได้มาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่มากมาย
 
 
แม่เอ๋ยแม่กลอง ข้าเหม่อมองผองชนข้ามขึ้นลง
คนนั่งยิ้มให้คนเรือยิ้มส่ง ใคร่ให้อยู่ยงคงไปในยุคอื่น
ผ่านย่านริมน้ำคลาคล่ำคึกคัก วิ่งเล่นพักริมแม่กลองแสนสดชื่น
สองฟากน้ำสบยิ้มกันนานวันคืน ขอตื่นหลับเป็นคนมณฑลนี้เอย
 
 

       เย็นวันหนึ่ง ในห้องเรียน อาจารย์ได้กล่าวถึง การละเล่นพื้นบ้าน จากที่ท่านได้ค้นคว้ามากมายก็พบว่า แท้จริงแล้ว เด็กไม่ได้ละเลย หรือไม่สนใจการละเล่นท้องถิ่น เช่นหนังใหญ่ หนังตะลุง หรือลิเก เพียงแต่ว่าเพราะพวกเขาดูไม่เข้าใจจึงหันไปสนสื่ออื่นๆแทน เนื่องจาการละเล่นพวกนี้ไม่ได้สร้างกลุ่มคนดูใหม่เพิ่มเติม คนที่เกิดไม่ทัน มาไม่ทัน ก็ไม่อาจเข้าใจกติกาของมันได้ เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กถึงเล่นเกมสนุก นั่นเพราะกติกานั่นเอง

       การละเล่นทุกอย่างมี กติกาหรือกฏของมัน ดังนั้นจึงจะต้องย่อยเนื้อหาหรือการแสดงให้เสพง่ายขึ้น ให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย เพื่อรองรับคนที่สนใจกลุ่มใหม่ๆ ทั้งนี้กลุ่มที่เสพงานแต่เดิม เราก็รักษาเอาไว้ได้

       คำสอนในวันนั้นทำให้ผมอยากลองสร้างงานสิบหมู่ในแนวทางใหม่ดูบ้าง ประกอบกับราชบุรีตอนนี้ได้จัดงาน "ปกติศิลป์" ผมจึงลองมือประดิษฐ์งานชิ้นใหม่ขึ้นมา

       น่าดีใจที่เมืองราชบุรี มีศิลปะแบบลูกผสมมาแต่ไหนแต่ไร คือนำจุดเด่นของแต่ละศิลปะมาผสมผสานได้อย่างลงตัว คือเป็นงานศิลปะที่มีตัวตนของคนท้องถิ่นนั้นแสดงออกชัดเจน ศิลปะแบบลูกผสมมักมีจุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งคือ "การกำเนิดใหม่" การรู้จักและเข้าใจในตัวศิลปะที่เป็นอยู่จะทำให้มีศิลปะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมั่นคง

       ผมตั้งใจลองทำงานศิลปะดั้งเดิมของบ้านเกิด คือการทำหนังใหญ่ แต่ด้วยเหตุนั้นเองก็อยากให้งานนี้เป็นงานที่สร้างความรู้สึกใหม่ๆให้กับการละเล่นดั้งเดิม หนังใหญ่นั้นเดิมทำจากหนังวัว แล้วใช้สีหลักๆคือ ดำ-แดง ผมเห็นว่า การเชิดหนังใหญ่เปนการเล่นกับแสง ดังนั้นจึงคิดว่า เช่นนั้นแล้ว ถ้า้เราทำภาพโมเสสที่มีสีสดในการเล่นหนังใหญ่จะเป็นอย่างไรบ้างนะ จึงได้เริ่มลงมือทำ ทั้งตัวเชิด และบทในสมุดข่อย

       หนังใหญ่เป็นการแสดงที่มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในตัว ทั้งการประพันธ์บท การตอกสลักหนังใหญ่ การเชิดอย่างนาฏศิลป์ ด้วยเหตุนี้ การลองสร้างแนวทางใหม่นี้จึงท้าทายความรู้ความสามารถดี

ภาพที่ 1 ตัวเชิดหนังใหญ่สีสด

 

       ตัวเชิดหนังใหญ่ สไตล์โมเดิร์น เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ มันเหมือนการเชิดภาพโมเสสที่มีสีสดนั่นเอง

ผมประดิษฐ์ตัวเชิดหนังใหญ่ให้ต่างไปจากเดิม คือมีสีสดใสอย่างโมเสส จึงร่างภาพให้ตัวละครมีอากัปกิริยาอยู่ในท่วงท่ากำลังเคลื่อนไหว ขยับเขยื้อน มีชีวิตชีวา

       จากนั้นจึงบรรจงตอกสิ่วลงแผ่นพลาสติกใส เมื่อนั้นจึงผสมสีทา โดยใช้สีอะคริลิก หรือสีฝุ่นผสมน้ำ เพื่อให้สีราบเรียบไปกับพื้นผิมพลาสติก ไม่เช่นนั้นแล้วหากทาด้วยสีอะคริลิกปกติทาลงไป สีจะเกาะกันเป็นเม็ดน้ำ เนื่องจากความลื่นของพลาสติกทำให้ทาสีให้เรียบได้ยาก

       สำหรับงานสลักตัวเชิด การทำหนังใหญ่แบบเดิมจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ

1.หนังกลางคืน หนังชนิดนี้จะใช้เชิดเล่นในเวลากลางคืน ตัวเชิดจะมีสีดำเป็นหลักมาจากการทายางรักลงบนแผ่นหนังใหญ่

2.หนังกลางวัน หนังชนิดนี้จะใช้เชิดเล่นในเวลากลางวัน ตัวเชิดจะทาสีทอง โดยใช้สีฝุ่นผสมกาวทาลงบนแผ่นหนังใหญ่

       ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหนังชนิดใดก็ตาม สีที่ใช้จะมีไม่มากนัก นอกจากนี้การเชิดหนังใหญ่ยังเป็นการเล่นกับแสง จากคุณสมบัติพวกนี้ทำให้ผมนึกไปถึงภาพโมเสสตามโบสถ์คริสต์ในราชบุรี ว่าเป็นงานศิลปะที่ใช้การเล่นกับแสงเช่นกัน ดังนั้นการเล่นกับแสงของหนังใหญ่กับโมเสสน่าจะผสมผสานเข้ากันได้

       ระหว่างที่ทำก็ทดลองส่องผ่านแสงไฟไปพลางก็พบว่ามีความโปร่งและสีสดดีในเวลาเดียวกัน แทบไม่ต่างจากภาพโมเสสเท่าใดนัก เพียงแต่สีจะทึบกว่าเล็กน้อย

       เข้าใจแล้วว่า ทำไมผมมีความสุขเวลาทำงานศิลปะ เพราะมันคือการทำให้สิ่งที่เราสร้างในหัวมันเป็นจริงนี่เอง คงเป็นความสุขเหมือนกับเวลาแก้โจทย์หรือปริศนายากๆได้ ว่าสิ่งที่เราคิด มันได้ออกมาเป็นจริงในโลกนี้ 

 

       สำหรับงานบท แม้รูปแบบการเล่าจะใช้ร้อยกรองเป็นตัวเดินเรื่อง แต่ก็ได้ใช้การลำดับเรื่องแบบภาพยนตร์ คือบรรยายเป็นฉาก และตัดต่อเหตุการณ์ที่กระชับ อีกทั้งยังใช้บทการสนทนาแบบละครเวที

       การทำสมุดข่อยนี้ใช้กระดาษสา มาทากาวติดแผ่นชนแผ่นกันจนเป็นเล่ม

 

ภาพที่ 2 หน้าสมุดข่อยที่ทำเอง

 

 

ภาพที่ 3 พับที่ ๑ บรรยายสภาพท้องเรื่องว่าอยู่ในภาวะสงคราม

 

       พับที่ ๑ กล่าวถึงสภาพการรุกเข้าสยามของญี่ปุ่น และเหตุการสำคัญในราชบุรี คือ มีสะพานแม่กลองถล่ม เป็นเมืองท่าสำคัญของทัพญี่ปุ่น และชาวราชบุรีมีท่าทีฮึดฮัดต่อทหารต่างชาติอยู่ลึกๆ

 

 

ภาพที่ 4

 

 

ภาพที่ 5

 

 

ภาพที่ 6 เข้าสู่เนื้อเรื่อง บรรยายตัวละครและปมของเรื่อง

 

พับที่ ๒ ฉากตลาด มีเการเปิดตัวละคร "ตาใส" ที่กำลังด่าญี่ปุ่นอยู่ในตลาด และมีแม่ค้ามาโวยว่าญี่ปุ่นมากลั่นแกล้ง

 

 

ภาพที่ 7

 

 

ภาพที่ 8

 

 

ภาพที่ 9 พับที่ ๓ บรรยายฉากบนรถไฟ

พับที่ ๓ ฉากบรรยายการลอบขึ้นรถไฟของตาใส และก่อวีรกรรมถีบลังลงจากรถไฟเพื่อตัดเสบียงญี่ปุ่น

 

 

ภาพที่ 10

 

 

ภาพที่ 11

 

แผ่นหลังของพ่อ

posted on 27 Dec 2011 00:22 by horsupawut
ผมกับพ่อ เราห่างไกลกันจนเคยชิน การไม่พูดอะไรจึงเป็นธรรมเนียมไป จำได้ว่าตอนเด็ก ผมมักวิ่งไปหลบมุมห้องเวลาพ่อกลับมา กลัวว่าพ่อจะเข้ามาว่า กลัวว่าจะเข้ามายุ่งกับโลกของผม ผมรู้สึกปลอดภัยเมื่อเห็นแผ่นหลังพ่อเวลาเดินออกจากห้อง สิบกว่าปีมานี้ พวกเราสองพ่อลูกก็คล้ายมีเรื่องกระทบกระทั่งต่อสู้กันเรื่อยมา แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะเห็นแผ่นหลังนั้นเดินออกไปทุกที ไม่กี่วันมานี้ ตอนที่กลับไปเยี่ยมที่บ้าน เมื่อถึงเวลานั่งรถกลับกทม. ผมชำเลืองไปด้านหลัง เห็นพ่อยืนดูผมนั่งรถวิ่งไปไม่ละสายตา ทำไมกันนะ เวลานั้นในหัวผมถึงนึกได้แต่แผ่นหลังของพ่อ ยามที่แบกผมลงจากบันไดไปหาหมอ พ่อที่ไม่เคยลางาน กลับนั่งเฝ้าผมทั้งวัน พ่อที่นึ่งขรึม ไม่ค่อยแสดงออกอะไร กลับรีบลงทำกับข้าวให้ผม แผ่นหลังในตอนนั้น เป็นแผ่นหลังที่ผมกลัวจริงๆงั้นหรือ? เมื่อมาถึงวันที่ผมได้มายืนอยู่ข้างหน้าแผ่นหลังนั้น ข้างหน้าที่ไกลสุดลูกตา ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ข้างหน้าที่เราต้องเดินไปโดยมีสิ่งที่ต้องปกป้องอยู่เบื้องหลัง พ่อครับ เพราะใบหน้าที่เงียบงันของพ่อนั้นคอยแบกรับทุกอย่างใช่ไหมครับ ผมถึงได้รู้สึกว่าเบื้องหลังพ่อนั้นอบอุ่นไม่มีอันตรายใดๆมาตลอด เพราะด้านหน้าของพ่อที่ผมไม่เคยเห็นมาตลอดนี่สินะ ที่ผลักดันให้ผมเดินไปสู่เบื้องหน้าที่ไกลกว่า แม้ว่าหนทางที่ผมเลือกอาจจะต่างจากที่พ่อหรือบรรพชนเดินมา ถึงกระนั้นก็ขอให้พวกเราได้ยืนดูวันพรุ่งนี้ที่มาถึงเช่นนี้ไปเรื่อยๆนะครับ ยืนดูด้วยกัน แม้ว่าจะยืนดูอย่างนิ่งงันแบบนี้ไปเรื่อยๆก็ตาม สุขสันต์วันพ่อครับ
 
          เดือนตุลาปีนี้ น้ำท่วมหนักมาก แล้วก็ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชการ เอกชน และอาสาสมัครมากมาย ความ่ชวยเหลือนี้ไม่ได้ช่วยเหลือแค่มนุษย์ และสิ่งมีชิวตอื่นๆเท่านั้น แต่ยังไกลไปถึงมรดกตกทอดของมนุษย์อีกด้วย
          ในวันที่ 10-13 ตุลา 2554 ผมได้ไปช่วยขนย้ายหนังสือหอสมุดปรีีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ที่มีตำราไม่ต่ำกว่า 4 แสนเล่ม วันแรกที่ไปขนย้ายก็เริ่มย้ายจากชั้นล่างสุดคือ ชั้น U3
           ชั้น U3 นี้เป็นที่เก็บสำคัญของตำราต่างประเทศ และวิทยานิพนธ์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงเริ่มเก็บดอกผลแห่งความรู้ที่งอกเงยจากอดีตเหล่านี้เสียก่อน การจัดเรียงเก็บตอนนั้นใช้เพียงระบบง่ายๆไม่ซับซ้อนคือ เขียนแถวชั้นหนังสือจากนั้นก็เขียนลำดับชุด เช่นเขียนว่า วท15/1 วท.15/2 .....เช่นนี้ไปเรื่อย
          เมื่อเขียนเสร็จ ก็นำกองหนังสือนั้นนำเชือกมามัดรวมกันโดยแปะลำดับชั้นไว้ข้างหน้าเป็น มัดกองหนังสือวท15/1... กองหนังสือ วท.15/2.. เมือมัดเสร็จจึงนำไปใส่รถเข็นเพื่อขนย้ายไปไว้อาคารชั้นบน
          ในวันต่อๆมาก็เริ่มตั้งแถวยาวเพื่อโฟล์หนังสือขึ้นตึกข้างบน บ้างต้องขนหนังสือใส่หิ้งเคลื่อนที่ขึ้นลิฟต์วันละเกือบร้อยรอบ
           เมื่อจบงานจึงตัดต่อเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในเวลานั้น และจะเขียนถึงวันขนย้ายอย่างละเอียดหากมีโอกาสเหมาะสม 
 
 
หรือเข้าชมได้ที่http://www.youtube.com/watch?v=N7NKtmbWxKw&feature=feedu

จากนี้ถึงเวลาถกวิชากระบี่ที่กล่าวติดค้างไว้นานเสียที

             ศาสตร์แห่งกระบี่ก่อกำเนิดมานานหลายพันปี ร่ำเรียนคิดค้นรุดหนาต่อเนื่องกันมาทุกยุคสมัย จากสู้รบเอาชีวิตในสมรภูมิบ้าง จากวิชาถ่ายทอดสืบรุ่นในสำนักบ้าง จากที่ได้เปิดหูเปิดตาแลกเปลี่ยนวิชาต่างสำนักกันบ้าง วิชากระบี่แต่ละสำนักแต่ละดินแดนจึงมีจุดโดดเด่นต่างกันไป

             สมัยราชวงศ์ซ่งน่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของวิทยายุทธ์ เนื่องจากมีศึกสงครามปะทุขึ้นไม่ขาดสาย สำนักมวยต่างๆผุดขึ้นราวดอกเห็ด มีการประลองยุทธ์กันดาษดื่น เพลงกระบี่ได้รับพัฒนาอย่างรวดเร็วในสมัยนี้เช่นกัน

กระทั่งในหมู่นักกวี ตู้ฝู่[4] (杜甫)มหากวีแห่งราชวงศ์ถัง  ก็เคยแต่งถึงกระบี่ ในกลอนที่ชื่อ กงซุนต้าเหนียงร่ายกระบี่ 

             แม้ว่าเพลงกระบี่แต่ละสำนักจะมีเคล็ดวิชาผิดแผกกันแปลกแยกจากกัน ถึงกระนั้นรากฐานวิชากระบี่ไม่ว่าสำนักใดก็มีที่ละม้ายกัน

             ก่อนเรียนกระบี่ต้องรู้จักจับกระีบี่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจดูเบาได้  หากไม่อาจกุมกระบี่ได้ถูกต้องก็ไม่อาจใช้เคล็ดวิชากระบี่อันสมบูรณ์ได้ จึงไม่ใช่เรื่องควรมองข้าม

             ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การจับกระบี่จึงค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นจากศาสตราวุธอื่น ผู้ฝึกกระบี่ต้องมีข้อมือ และนิ้วมือที่แข็งแกร่ง และยืดหยุ่นอย่างยอดเยี่ยม เพราะในท่ากระบี่จะต้องใช้ข้อมือควบคุมกระบี่ได้ทุกทิศทาง หากไร้กำลังข้อมือที่ดีเลิศแล้วย่อมทำไม่ได้

             การจับกระบี่ของจีนมีหลักสำคัญอยู่ที่กระบี่ที่อยู่ในมือไม่จำเป็นต้องกำให้แน่น เพียงกุมให้กระชับกับมือก็พอ เพราะหากกำกระบี่แน่น กล้ามเนื้อต้องเกร็ง เอ็นก็จะไม่ยืดหยุ่น เช่นนั้นแล้ว หลักสำคัญที่ว่า ใช้กระบี่ต้องพลิ้วไหว จะอยู่ที่ไหน

 

ภาพที่ 4-2 (7)   การจับกระบี่ของจีน 

 

             มือที่กุมกระบี่ นิ้วทั้ง 5 ต้องผ่อนคลายตื่นตัว หลายตำราวิทยายุทธ์จะกล่าวไว้ว่า ในการกุมกระบี่ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง และนิ้วนางงอข้อนิ้วรวบด้ามกระบี่ กุมให้กระชับมือ ส่วนนิ้วชี้ และนิ้วก้อยปล่อยผ่อนคลาย ไม่ต้องสัมผัสกระบี่ให้หนักแรงมากนัก

             เหตุที่นิ้วชี้ และนิ้วก้อยไม่ต้องออกแรงกุมกระบี่มากอย่างนิ้วอื่นๆนั้น เพราะนิ้วทั้ง 2 นี้ต้องทำหน้าที่อื่น ซึ่งต่างจากนิ้วที่เหลือ  ทั้งนิ้วชี้ และนิ้วก้อยต้องคอยควบคุมทิศทางของกระบี่นั่นเอง ท่วงท่ากระบี่แต่ละจังหวะการเคลื่อนไหวแปรผันตลอดเวลา บัดเดี๋ยวกระดกขึ้น บัดเดี๋ยวตวัดลง แทงออกบ้าง รั้งกลับบ้าง  มือกระบี่ต้องควบคุมกระบี่ให้ทันการเคลื่อนไหวของร่างกาย

             แรงที่ส่งจากร่างผู้ใช้ เมื่อผ่านถึงมือ นิ้วชี้และนิ้วก้อยต้องควบคุมกระบี่ให้ไปตามทิศทางแรง นิ้วชี้จะอยู่ด้านล่างคอยจับกระบี่ให้นิ่งร่วมกับนิ้วโป้ง เหมือนคีมหนีบกระบี่ไว้ นิ้วชี้จะคอยคุมทิศทางด้านหน้าตรงช่วงโกร่งกระบี่  ส่วนนิ้วก้อยคอยคุมทิศทางด้านหลังตรงช่วงหัวด้ามกระบี่ ทำให้น้ำหนักกระบี่สมดุลย์ น้ำหนักไม่ทิ้งไปข้างหน้า หรือข้างหลัง  โดยที่มีนิ้วที่เหลือเป็นเสมือนฐานที่รองรับแรงให้ส่งผ่านไปอย่างมั่นคง

             จากนี้จะกล่าวถึง เคล็ดวิชากระบี่ที่สำคัญมีดังนี้

             1. ไต่ หรือพาดเฉือน () : จับกระบี่ตั้ง หรือนอนก็ได้ รั้งกระบี่กลับจากด้านหน้าทาด้านซ้าย หรือขวา ท่านี้ใช้ช่วงโคนกระบี่ หรือช่วงกลางกระบี่เฉือน

ภาพที่ 4-2 (8)   ท่าพาดเฉือน

 

             2. แทง () : ปลายกระบี่เป็นส่วนสำคัญที่ใช้แทง ท่าแทงมีหลายแบบทั้งแทงบน แทงล่าง แทงสองมือ แทงต่ำ

                     2.1 การจับกระบี่แทงที่สำคัญมี 2 แบบคือ

              1) แทงกระบี่ตั้ง (立刺) : ปลายกระบี่ยื่นออก คมกระบี่หันบน และล่าง

ภาพที่ 4-2 (9)   ท่าแทงกระบี่ตั้ง 

 

       2) แทงกระบี่นอน (平刺) : ปลายกระบี่ยื่นออก คมกระบี่หันซ้าย และขวา

 

ภาพที่ 4-2 (10)   ท่าแทงกระบี่นอน

                     2.2 ท่าแทงพื้นฐานมี 4 ท่าคือ

     1) แทงบน (上刺) : ยื่นกระบี่แทงออกด้านบน ปลายกระบี่อยู่ระดับเสมอศีรษะ

     2) แทงตรง (前刺) : ยื่นกระบี่แทงออกด้านหน้า ระดับลำตัว

     3) แทงล่าง (下刺: ยื่นกระบี่แทงออกด้ายล่าง ปลายกระบี่อยู่ระดับเสมอหัวเข่า

     4) แทงต่ำ (低刺) : ยื่นกระบี่แทงออกลงด้านล่าง ปลายกระบี่เกือบติดพื้น มองให้ง่าย

คือ ท่าแทงข้อเท้า หรือเท้านั่นเอง

             

            

           

ภาพที่ 4-2 (11)   ท่าแทงแบบต่างๆ 

1.ท่าแทงบน (บนซ้าย)   2. ท่าแทงตรง (บนขวา)   3.ท่าแทงล่าง (ล่างซ้าย)   4.ท่าแทงต่ำ (ล่างขวา) 

 

             3. หมุนวน () : จับกระบี่นอน หมุนปลายกระบี่วนเป็นวงเล็กๆ แกนวงเป็นแนวตั้งออกไปข้างหน้า ใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน ท่านี้ใช้เปลี่ยนทิศทาง หรือเบี่ยงอาวุธคู่ต่อสู้ให้เบนออกจากเป้า ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

ภาพที่ 5-2 (12)   ท่าหมุนวน

 

 

             4. เตี้ยน หรือตวัดลง () : จับกระบี่ตั้ง ใช้ข้อมือตวัดปลายกระบี่ลงด้านล่าง ตวัดข้อมือเหมือนเหวี่ยงเบ็ด ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

             5. เปิง หรือกระดกขึ้น () : จับกระบี่ตั้ง ใช้ข้อมือกระดกปลายกระบี่ขึ้น ท่านี้ใช้ปลายกระบี่จู่โจม

              

ภาพที่ 5-2 (13)   ท่าตวัดลง (ซ้าย) และท่ากระดกขึ้น (ขวา)

             6. สี หรือรูดตาม ( ) : ท่านี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกระบี่ที่อาวุธอื่นทำไม่ได้ ใช้กระบี่ของตนแนบติดเลื่อนตามการเคลื่อนไหวของอาวุธศัตรู ขณะที่เลื่อนตาม ตัวกระบี่ก็ค่อยๆรูดเข้าหาอาวุธศัตรูเริ่มจากปลายกระบี่จนสุดโคนกระบี่    นั่นก็คือ จุดที่กระบี่เราสัมผัสกับอาวุธฝ่ายตรงข้ามจะเลื่อนไปเรื่อยๆ   ยามที่เราเคลื่อนไหวคล้อยตามแรงคู่ต่อสู้ เมื่อสุดระยะแรงฝ่ายตรงข้าม ก็จะโจมตีสวนกลับได้ทันที   ท่านี้เป็นเคล็ดสำคัญของกระบี่ที่ทำให้ต้านรับ และโต้กลับได้ในจังหวะเดียว ไม่ต้องเสียจังหวะรับก่อนค่อยตีกลับเช่นอาวุธอื่น   บรรดาเพลงกระบี่มากมายหลายสำนัก วิชาสายมวยภายในจะเชี่ยวชาญเคล็ดท่านี้เป็นพิเศษ อีกทั้งยังมองไม่ออกจากท่วงท่าภายนอกเสียด้วย

                

ภาพที่ 4-2 (14)   ท่ารูดตาม รูปฝั่งซ้ายคือ ภาพขยายการเลื่อนของกระบี่

รูปฝั่งขวาคือ ภาพการขยับเคลื่อนย้ายมือเกาะติดตามกระบี่

             นอกจากนี้ช่วงโคนกระบี่ และช่วงกลางกระบี่ยังใช้ปัดกันอาวุธฝ่ายตรงข้าม  หรือเฉือนตัดได้   โกร่งกระบี่ที่มีรูปร่างคล้ายช่อดอกไม้บานก็ใช้เกี่ยวหนีบตรึงอาวุธคู่ต่อสู้ได้  ยิ่งใช้เคล็ด ‘รูดตาม’ ยิ่งเกี่ยวหนีบอาวุธได้ง่าย   จุดนี้เองที่ต่างจากโกร่งดาบซึ่งรูปร่างกลมแบน เน้นใช้ครูดไถลดัน () อาวุธออกมากกว่าใช้เกี่ยวหนีบอาวุธ

        

 


ภาพที่ 4-2 (15)   การใช้ช่วงกลาง หรือโคนกระบี่ ใช้สกัดกัน (ซ้ายบน) ใช้ปาดเฉือน (ซ้ายล่าง)

และการใช้โกร่งกระบี่เกี่ยวหนีบอาวุธฝ่ายตรงข้าม

                           

             กระบี่มีหนึ่งปลาย สองคมจึงมีเคล็ดวิชากระบี่พลิกแพลงสลับซับซ้อน ไม่ว่าเคลื่อนไหวเช่นไรก็จู่โจมได้ ทุกส่วนของกระบี่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ทั้งสิ้น ลักษณะอีกประการหนึ่งของการใช้กระบี่คือ ใช้กระบี่ต้องใช้ข้อมือเป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่มีการเงื้อเช่นดาบ กระบี่เน้นท่าแทง และเฉือนเป็นสำคัญ ความเปลี่ยนแปรมาจากเท้าสองข้างย่างก้าว ร่างยักย้ายคล้องคล้อยตามตำแหน่งก้าวเดิน ตัวเคลื่อน กระบี่ก็เคลื่อน นี่คือหลักพื้นฐานของกระบี่

ภาพที่ 4-2 (16)   ตัวอย่างการใช้กระบี่ที่มีหนึ่งปลาย สองคม ไม่มีการเงื้อมือ

 

             ยอดฝีมือเชิงกระบี่ย่อมมีเท้าที่คล่องแคล่วคู่หนึ่ง ลำตัวที่พลิ้วไหวดั่งสน ดวงตาที่เฉียบคมดุจเหยี่ยว และข้อมือที่ยืดหยุ่น ฉับไวเหมือนงูฉก   ชาววงยุทธจักรมีคำกล่าวว่า “กระบี่ดั่งหงส์เหิร” หมายความว่า ท่าร่างกระบวนเพลงกระบี่สง่างาม สูงส่งเหมือนหงส์กำลังโบยบิน   นอกจากนี้ มือกระบี่ชั้นยอด ท่วงท่าต้องหมดจด เพียงออกกระบี่ก็สามารถหลบปัดอาวุธ แล้วเผด็จศึกได้ในการเคลื่อนไหวจังหวะเดียวกันนี้ ด้วยท่าแทง หรือเฉือน

 

ภาพที่ 4-2 (17)   สาธิตการใช้กระบี่ที่สำคัญ

จังหวะแรก ใช้เคล็ด ‘สกัด’ ยกกระบี่ ใช้ช่วงกลางกระบี่ออกกันดาบ

จังหวะที่ 2 ใช้เคล็ด ‘หมุนวน’ เบนทิศทางดาบจนฝ่ายตรงข้ามเกิดช่องโหว่

เคล็ดท่านี้ยังเป็นการเตรียมโจมตีไปในตัวด้วย   จังหวะสุดท้าย ใช้เคล็ด ‘แทง’ จู่โจมใส่คอคู่ต่อสู้

 

             ความหมดจดของศาสตร์แห่งกระบี่มิได้หมายเพียงเป็นกระบวนท่าที่ใช้ออก หรือท่าร่างจู่โจมไม่ขาดไม่เกินไปกว่านั้น ไม่เคลื่อนไหวพร่ำเพรื่อ   ทว่ายังมุ่งมาดถึงแรงที่ใช้สยบคู่ต่อสู้ กำลังที่ต้องเสียไปจนโค่นปรปักษ์พ่ายแพ้ได้นั้นพอเหมาะพอเจาะพอดี มากกว่านี้ก็เปลืองแรงเปล่า น้อยกว่านี้ก็หาอาจเอาชัยศัตรูได้ นี่คือ ความหมดจดที่น้อยคนนักจะบรรลุถึง   จากภาพข้างบนจะเห็นว่าท่ากระบี่ไม่ได้เคลื่อนไหวฟุ่มเฟือยเลย แต่ละจังหวะล้วนขยับแต่เพียงไม่มาก รัดกุม มีจะมีโคน และพอดิบพอดี

             ประวัติศาสตร์จีนที่ผ่านมา จอมยุทธ์ผู้มีเกียรติภูมิด้านกระบี่ส่วนใหญ่เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึ๊ง เนื่องจากสำนักนี้แตกฉานวิชากระบี่ยากหาที่เปรียบ ความเกรียงไกรของบู๊ตึ๊งนั้น ครั้งหนึ่งสมัยปลายราชวงศ์ชิงเคยมีนักดาบชาวญี่ปุ่นมาขอประลองฝีมือด้วย   รายละเอียดของสำนักบู๊ตึ๊งนี้ ผมขอยกไปสนทนากับผู้อ่านในภายภาคหน้าที่มีโอกาส

   ก่อนถกวิชากระบี่ ควรรู้จักโครงสร้างกระบี่เสียก่อน

             โครงสร้างกระบี่จำแนกเป็น 2 ส่วนสำคัญคือ ส่วนตัวกระบี่ (劍身 ) และส่วนด้ามจับ (劍把) ตั้งแต่ด้ามจับ จนถึงปลายกระบี่ยาวเป็นเส้นตรงเดียวกัน

              

ภาพที่ 4-2 (4)   โครงสร้างส่วนต่างๆของกระบี่ 

   

             ส่วนตัวกระบี่ (劍身)  จะแคบยาว เรียว มีคมทั้ง 2 ข้าง เรียกว่า คมกระบี่ (劍刃)   ตัวกระบี่แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงโคนกระบี่ ช่วงกลางกระบี่ และช่วงปลายกระบี่   ช่วงปลายกระบี่ ณ จุดปลายสุดของกระบี่เรียกว่าปลายยอดกระบี่ (劍尖)   ช่วงปลายกระบี่จะคมกริบกว่า แบนบางกว่า และแคบกว่าช่วงกลางกระบี่ และช่วงโคนกระบี่   โครงที่เป็นสันนูนตรงกลางตัวกระบี่เรียกว่า สันกระบี่ (劍背)

             ส่วนด้ามจับ (劍把)  ระหว่างตัวกระบี่ กับด้ามกระบี่มีส่วนที่มีรูปร่างกลมรี แบนกั้นอยู่เรียกว่า โกร่งกระบี่ (劍格)   ปลายโกร่งกระบี่ทั้ง 2 ข้าง บางเล่มบานออก หันไปทางตัวกระบี่   ส่วนที่ใช้มือจับเรียกว่า ด้ามกระบี่ (劍柄     ส่วนท้ายด้ามมีหัวที่ทำจากโลหะเรียกว่า หัวกระบี่ หรือหัวด้าม (劍首、 劍鐔) ปลายหัวกระบี่นั้นจะผูกพู่กระบี่ (劍袍เอาไว้

             ประโยชน์ของพู่กระบี่นั้นต่างจากพู่หางม้าของอาวุธยาวอย่าง ทวน จี่ หรือง้าว   พู่กระบี่นั้นมีไว้เพื่อใช้ดูฝีมือ หรือความถูกต้องของกระบวนท่าเวลาฝึก   การเคลื่อนไหวกระบี่ที่ถูกต้อง พู่จะไม่พันเกะกะข้อมือ ปกติแล้วพู่จะตวัดในทิศทางตรงข้ามกับตัวกระบี่เสมอ    หากฝึกกระบี่แล้วพู่ยังพันเกะกะข้อมือ แสดงว่า ยังส่งแรง หรือมีจังหวะการเคลื่อนไหวผิด ต้องฝึกแก้กระบวนท่านั้นต่อไป

              กระบี่แต่ละเล่มอาจมีรูปลักษณ์ผิดแผกจากกัน แต่ทุกเล่มล้วนมีโครงสร้างดังกล่าวมาเหมือนกัน เช่นนั้นแล้วกระบี่ดีเป็นเยี่ยงไร?  คือ เบา และพลิ้วนั่นเอง

             ต้องเบาเพราะวิชากระบี่มีการเคลื่อนไหวพลิกแพลง หากกระบี่หนักย่อมอืดอาด   ต้องพลิ้วเพราะท่วงท่าของกระบี่ใช้แรงข้อมือจากเส้นเอ็น แรงที่ส่งไปยังปลายกระบี่เป็นแรงสะบัด คล้ายท่าตวัดแส้   เหล็กที่ตีขึ้นเป็นกระบี่จึงต้องเหนียว ยืดหยุ่น เหตุมาจากแรงสะบัดต้องแล่นไปถึงปลายกระบี่ได้   กระบี่พลิ้วหรือไม่ ดูได้จากช่วงปลายกระบี่สั่นระริกยามสะบัดมือแทง หรือเฉือนตัด ผิดกับดาบที่ใช้แรงจากแขนมากกว่า แรงที่ใช้จึงเป็นแรงเหวี่ยง

 

ภาพที่ 4-2 (5)   ภาพแสดงตัวกระบี่ที่มีความอ่อนพลิ้ว


             ถึงกระนั้น รูปลักษณ์กระบี่จะสอดคล้องกับวิชาแต่ละสำนัก กระบี่ของวิชามวยภายนอกที่เน้นแรงกล้ามเนื้อเป็นหลัก เช่น สำนักเส้าหลิน (少林)  ปลายกระบี่จะหนัก และหนากว่ากระบี่ของสำนักมวยภายในที่ใช้พลังภายในเป็นหลัก เนื่องจากน้ำหนักจะทำให้การโจมตีมีพลังทำลายรุนแรงขึ้นตามหลักฟิสิกซ์

             กระบี่ของสำนักมวยภายใน เช่น สำนักบู๊ตึ๊ง (武當)  จะเบาโปร่ง พลิ้ว สมดุลย์ตามหลักมาตราฐาน ใช้พลังภายในเป็นแรงผลักดันการเคลื่อนไหว กระบี่ที่มีน้ำหนักมากกลับเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของมวยที่ไม่ใช้กล้ามเนื้อแบบนี้   กระบี่ต้องเบา ท่วงท่าจึงคล่องแคล่ว ส่วนจะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังภายในของผู้ใช้

             อีกสาเหตุคือ หลักวิชามวยภายนอกเน้นการใช้แรงปะทะแรง แรงมากชนะแรงน้อย เนื้อโลหะจึงค่อนข้างหนา ทำให้มีน้ำหนักมากกว่ากระบี่ที่ใช้หลักวิชามวยภายในอันมีหลักเลี่ยงแรง หลบการปะทะ กระบี่จึงต้องเบาเพื่อให้ทั้งมือทั้งร่างคล่องแคล่วติดตามการเคลื่อนไหวคู่ต่อสู้ได้ทัน

             นอกจากนี้ยังมีกระบี่ที่ใช้กันของวิชามวยเหนือ และมวยใต้ก็มีความยาวต่างกัน มวยเหนือมีระยะการต่อสู้ค่อนข้างห่าง กระบี่จึงต้องยาว   ส่วนมวยใต้ถนัดการต่อสู้ระยะประชิด กระบี่จึงสั้นกว่าเพราะสอดคล้องกับหลักเพลงอาวุธ

             กระบี่ใดเหมาะสมกับผู้ใช้คงมีวิธีเลือกหลายแบบ แต่เท่าที่ได้ศึกษาแล้วทราบมามี 2 วิธีคือ

             วิธีที่ 1 ดูจากนิ้วของผู้ใช้เอง   นิ้วชี้ประกบติดนิ้วกลาง นิ้วโป้ง นิ้วนาง และนิ้วก้อยงอรวบกัน   กระบี่ที่เหมาะกับเจ้าของ ช่วงโคนกระบี่จะเสมอเท่ากับความกว้างที่นิ้วชี้ประกบติดกับนิ้วกลาง

             วิธีที่ 2 ดูจากใบหู   มือวางข้างลำตัวกุมกระบี่ ด้ามจับชี้ลง ปลายกระบี่ชี้ขึ้น   หากปลายเสมอกับติ่งหู ถือว่าเป็นกระบี่ที่ยาวได้พอเหมาะกับตัวผู้ใช้

                    

ภาพที่ 4-2 (6)   วิธีการเลือกกระบี่ 

 
    ปล. เนื่องจากบทความนี้เขียนเสร็จในวันเกิดข้าพเจ้า จึงขอกล่าวให้ความเคารพแก่ความรู้ที่ข้าพเจ้าได้อาจารย์หลิวสงฉวนคอยประสิทธิประสาทวิชาให้ ขอให้สิง่ศักดิ์สิทธิ์อำนวยพรให้ท่านอาจารย์เจริญชีวิตด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ 

รายชื่อที่ ๑   กระบี่ ()

             บรรดาศาตราวุธทั้งปวง มีอาวุธเรียวยาววาววับเล่มหนึ่ง ศาสตราวุธที่ถูกกล่าวขานหลายยุคหลายสมัยว่า ‘ราชาแห่งอาวุธสั้น  (短兵之王)’  นั่นคือ กระบี่

             ร่ำลือว่า กระบี่เป็นบรรพชนอาวุธของนักรบ และชาวยุทธจักรทั้งหลายในแผ่นดินจงหยวน   สมัยบุรพกาล กระบี่เป็นเพียงเครื่องป้องกันตัวฉุกเฉินเท่านั้น ต่อมาสมัยราชวงศ์ซางได้สร้างกระบี่ที่ตีจากสำริด รูปลักษณ์กระบี่เวลานั้นตัวคมกระบี่กว้าง และสั้น กล่าวได้ว่า สรีระกระบี่สมัยนั้นอ้วน เตี้ยกว่ากระบี่ปัจจุบัน กระบี่ยุคแรกๆยาวประมาณ 20-40 ซม. ต่อมาจึงค่อยๆเพิ่มความยาวขึ้น จนกระทั่งยาวเกิน 1 เมตร เช่นตอนนี้

             หลังสมัยซีโจวอันเป็นห้วงเวลาแห่งการศึกสงคราม กลียุคยาวนานหลายร้อยปีจนแทบไร้วันจบสิ้น หมู่มนุษย์ดับสูญ กระบี่กลับรุ่งโรจน์ เป็นอาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญของทัพทหารราบ   การสร้างศาสตราวุธนี้ก็ปรับปรุงพัฒนา ตีให้ตัวกระบี่ยาวขึ้น ปลายกระบี่คมกริบ   ยิ่งในยุคจั้นกว๋อ การรบด้วยรถม้าศึกเริ่มโรยรา แต่กองทหารราบเฟื่องฟู กระบี่ยิ่งถูกพัฒนา เมื่อเป็นอาวุธสำคัญในสงคราม  วิชากระบี่ก็ได้รับการหล่อหลอมความรู้จนรุดหน้าควบคู่กับกระบี่ที่คุณภาพยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง

             จวบจนรัชสมัยฮั่นอู่ตี้ กระบี่มีความยาวเกิน 1 ม. นับว่ายาวมากกว่าเดิมเกือบ 1 เท่า แต่เดิมคมกระบี่ และปลายกระบี่ค่อนข้างโค้งก็ถูกตีให้เหยียดตรง ปลายกระบี่ก็สร้างให้เรียว แคบ และคมกริบ

             หลังสมัยราชวงศ์ตงฮั่น ทหารม้าเป็นกำลังสำคัญในการศึก ดาบจึงค่อยๆเข้ามาแทนที่กระบี่ ในที่สุดนับแต่สมัยราชวงศ์ถังก็ไม่ปรากฏการใช้กระบี่เป็นอาวุธในขบวนศึก หรือกองทหารระดับล่างอีกเลย

            กระบี่ยุคแรกๆสมัยโบราณนั้น  แต่ละเล่มจะตีขึ้นสำริดที่มีดีบุกผสมอยู่เยอะเพื่อหลอมเป็นส่วนคม และใช้สำริดที่มีดีบุกผสมอยู่น้อยกว่าสำริดแบบแรก มาหลอมเป็นส่วนสันกระบี่

             เนื่องจากปริมาณดีบุกที่ผสมอยู่ในสำริด ยิ่งมีมาก ยิ่งทำให้เนื้อสำริดแข็งแกร่ง ทนทาน ขณะที่สำริดซึ่งดีบุกผสมอยู่น้อยกว่าจะนิ่มกว่า และแข็งแกร่งน้อยกว่า          

             โดยทั่วไป ส่วนคมและสันกระบี่จะหล่อจาก โลหะผสม สำริด โดยมี ดีบุกเป็นส่วนผสม 20และ 10%   จุดประสงค์เพื่อสร้างส่วนคมที่แข็งแกร่งคมกริบ ใช้ฟันแทงได้ดี และมีสันกระบี่ที่ยืดหยุ่นดูดซับแรงกระแทกได้ และใช้ป้องกันการแตกหักด้วย 


ภาพที่ 4-2 (1)   ภาพแสดงสำริดที่ใช้หล่อกระบี่[1] 

 

             กระบวนการสร้างกระบี่สำริดมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

             เริ่มแรก จะสร้างแม่พิมพ์ที่เป็นร่องรูปสันกระบี่ จากนั้นจะนำสำริดที่ถูกหลอม (สำริดที่มีดีบุกผสมอยู่ 10%) เทลงไปในแม่พิมพ์ แล้วทำให้เย็น

             หลังจากนั้น ส่วนสันกระบี่ที่ถูกหล่อเสร็จแล้วนั้น จะถูกย้ายออกจากแม่พิมพ์เดิมไปวางไว้ในแม่พิมพ์ใหม่ที่เป็นร่อง มีรูปร่างเป็นเส้นตามแนวขอบทั้ง 2 ข้างของสันกระบี่ ตั้งแต่ปลายยันโกร่งกระบี่

ช่างตีกระบี่จะใช้สำริดที่มีดีบุกผสมอยู่ 20 % เทลงไปในแม่พิมพ์ จากนั้นตีให้เป็นรูปคม ทั้ง 2ข้าง แล้วทำให้เย็นลง สำริดชนิดใหม่ที่ถูกหล่อขึ้นจะหลอมรวมกับสันกระบี่เป็นเนื้อเดียวกัน จบขั้นตอนนี้ การตีกระบี่ ถือว่า เสร็จสมบูรณ์

 

ภาพที่ 4-2 (2)   กระบี่สำริดแบบต่างๆ[2]


             

 

ภาพที่ 4-2 (3)   เปรียบเทียบกระบี่โบราณ (บน) และกระบี่ยุคหลัง (ล่าง)[3] 

 

             แม้ตกอับจากการสงคราม แต่กระบี่ไม่ดับสิ้นเฉกเช่นศาสตราวุธอื่นที่หมดบทบาทในการศึก   วิชากระบี่ยังคงถ่ายทอดกันตามเมือง หมู่บ้าน หรือดินแดนต่างๆในจงหยวน ศาสตราวุธนี้ฟื้นคืน และเรืองโรจน์เจิดจ้ากลบรัศมีอาวุธอื่นๆทั้งสิ้นในแวดวงยุทธจักร   

             ความรุ่งเรืองของกระบี่เห็นได้ทุกยุคทุกสมัย   ช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งมีการแสดงรำกระบี่ตามหัวเมืองต่างๆ  สมัยราชวงศ์หมิงมีบันทึกเกี่ยวกับกระบี่กล่าวถึงกระบวนท่าต่างๆ มีภาพประกอบ และคำอธิบาย สมัยราชวงศ์ชิงมีหนังสือของซ่งจื่อฟ่ง (宋仔鳳) หลังจากแพร่หลายออกไป กระบี่ก็ถูกจัดเข้าทำเนียบศาสตราวุธ เป็นอาวุธที่ชาววงยุทธจักรต่างชื่นชอบ และมีการประลองยุทธ์กันมากที่สุด

             ทำไมกระบี่จึงถูกขับออกจากการทหาร แต่กลับได้รับการยกย่องในหมู่ชาวยุทธจักร?   เป็นเพราะวิชากระบี่ลึกซึ้งเกินไป มีคำกล่าวว่า “ฝึกดาบ 1 ปี ฝึกกระบี่ 10 ปี” ผู้เยี่ยมในกระบี่จึงมีแต่ชนชั้นยอดฝีมือเท่านั้น ยากที่เหล่าทหารร้อยพ่อพันแม่จะใช้กระบี่ได้ดีเลิศเหมือนกันหมด ทั้งกว่าจะใช้ได้คล่องแคล่วก็หมดเวลาหลายปี   ดาบที่วิธีใช้กระบวนท่าเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เข้าใจง่ายกว่ากระบี่ การฝึกให้ใช้ดาบเป็นก็เสียเวลาน้อยกว่า เมื่อคำนวณด้านความเหมาะสมแล้ว ดาบจึงถูกเลือกแทนกระบี่

             มีเรื่องน่าสนใจว่า บุคลิกกระบี่ถูกวาดเอาไว้ก็คือ อาวุธท่วงท่าสุขุม นิ่มนวล แต่สยบคู่ต่อสู้ให้อยู่ใต้คมได้   กระบี่นี้ ชาวจีนนำไปเปรียบกับบัณฑิตสุภาพที่เพียงออกมือก็เอาชัยปรปักษ์ได้เยี่ยงนักรบชั้นยอด หรือเป็นดั่งนักรบหาญกล้าที่สัประยุทธ์ด้วยท่วงทีคัมภีรภาพเฉกเช่นบัณฑิตผู้ทรงภูมิ   กระบี่มีลักษณะ 2 แบบอย่างที่ชาวจีนชื่นชมดำรงอยู่ในตัวของมันเอง ฉะนั้นฐานะของกระบี่จึงถูกยกอยู่เหนืออาวุธอื่นๆ

             อำนาจ ภูมิปัญญา ยศถา ผู้อยู่เหนือโลก   กระบี่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งเหล่านี้ ขุนนางระดับสูงมีกระบี่แสดงถึงบรรดาศักดิ์ แม่ทัพชูกระบี่บัญชาการ เหล่ากวีพกกระบี่ร่ายกลอน นักพรตเต๋าใช้กระบี่ประกอบพิธี   ว่าไปแล้ว กระบี่ถือเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของชาวแผ่นดินมังกร เฉกเช่นดาบเป็นจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัย

             มีคำกล่าวว่า กระบี่คือราชาแห่งอาวุธสั้น คำพูดนี้ไม่ได้โอ่เกินจริง มีดังคำกล่าวหนึ่งในวงยุทธจักรว่า “พลองกลัวดาบ ดาบกลัวกระบี่” คำกล่าวนี้รับรู้ได้ว่า วิชากระบี่สูงส่งเพียงใด ดังนั้นในตำรามากมายจึงมีคำยกย่องว่า “กระบี่เป็นจ้าวแห่งศาสตราวุธทั้งปวง



[1] Yang, Jwing –Ming, Ancient Chinese weapons: a martial artist’s guide  ( Massachusetts: YMAA Publication Center, 1999), หน้า 12

[2] ภาพจาก http://www.chinahistoryforum.com

[3] ภาพจาก http://dana.ucc.nau.edu